

เมืองโอฟุนาโตะ

เมืองโอฟูนาโตะ (Ofunato) เป็นเมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอิวาเตะ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งซันริคุที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้าผาหินรูปทรงแปลกตาและท้องทะเลสีฟ้าใสเป็นเมืองที่มีทั้งธรรมชาติ อาหารทะเล และประวัติศาสตร์เข้มข้นอยู่ในที่เดียว
อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้เมืองโอฟูนาโตะได้รับการรับรองให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของญี่ปุ่น (Japan Heritage) ภายใต้ชื่อเรื่องเล่า “มิจิโนกุ GOLD โรมัน – เส้นทางแห่งทอง” ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ตั้งขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ผ่าน “เรื่องราว” ที่มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว
และในครั้งนี้เราได้เดินทางมาเมืองโอฟูนาโตะ เพื่อร่วม “เส้นทางแห่งทอง” เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

วันที่ 1
จุดแรกที่เราแวะมาคือ น้ำตกฟูโดะ (Fudotaki) ช่วงที่มาเป็นช่วงสิ้นเดือนตุลา อากาศค่อนข้างจะเย็น และเพราะฝนตกมาตลอดทั้งคืนทางเดินขึ้นเลยมีลำธารน้ำไหลลงมาตลอด แต่ให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ ในระหว่างทางที่เดินได้เห็นต้นไม้และเสาไม้หลายๆ ต้นที่มีรอยดำไหม้อยู่ประปรายเนื่องจากไฟป่า แต่เพราะอย่างนั้นที่นี่เลยดูอุดมสมบูรณ์มากๆ เลย

ถัดมาเรามาพักกินข้าวกันที่ร้านอาหารท้องถิ่นใกล้ท่าเรือ มาเมืองท่าอย่างโอฟุนาโตะแล้ว จะไม่กินอาหารทะเลก็คงไม่ได้ใช่ไหมคะ วันนี้เราเลยสั่งเซ็ตประจำวัน มีทั้งปลาสด ซุปมิโสะร้อน ๆ และหอยชุบแป้งทอด เป็นมื้อเที่ยงที่เรียบง่าย แต่อร่อยและอิ่มกำลังดี เหมาะกับการชาร์จพลังเพื่อไปต่อในช่วงบ่ายมากๆ

ในระหว่างที่เดินทางอยู่ในตัวเมือง เราจะเห็นเรือลำหนึ่งจอดเด่นอยู่ริมทาง นั่นคือเป้าหมายถัดไปของเรา
เรือลำนี้คือ Kesenmaru เรือไม้แบบดั้งเดิมของภูมิภาคเคเซ็น ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรือโบราณที่หลงเหลือมา แต่เป็นเรือที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ในปี ค.ศ. 1992 ภายใต้โครงการ “การฟื้นฟูเรือ” สำหรับงาน Sanriku Umi no Hakurankai (งานมหกรรมทะเลซันริคุ) เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมการต่อเรือและการเดินเรือของชาวท้องถิ่นในอดีต
แม้จะผ่านเหตุการณ์ใหญ่ ๆ อย่างสึนามิในปี 2011 มาได้โดยไม่เสียหายรุนแรง แต่ด้วยกาลเวลาและสภาพอากาศ เรือ Kesenmaru ก็เริ่มเสื่อมสภาพลง ปัจจุบันจึงถูกเก็บรักษาไว้บนบกเพื่อความปลอดภัย
ในปี 2025 เมืองโอฟูนาโตะจึงเริ่มโครงการ “การฟื้นฟูและคืนชีวิตให้เรือ Kesenmaru” ในรูปแบบของ โครงการฟื้นคืน (Rebirth Project) พร้อมเปิดระดมทุนผ่านคราวด์ฟันดิง เพื่อให้เรือลำนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของทะเลและความทรงจำของชุมชนต่อไป ผู้ที่ร่วมสนับสนุนจะได้รับของที่ระลึกและสิทธิพิเศษเล็ก ๆ ตอบแทน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความพยายามของเมืองในการรักษาเรื่องราวของทะเลไว้ไม่ให้หายไปตามกาลเวลา

หลังชมเรือเสร็จ เรามาแวะกันที่คาโมเมะเทระสุ (Kamome Terrace) ซึ่งเป็นทั้งร้านคาเฟ่ ร้านขนม และศูนย์รวมของฝากของเมือง และขนมขึ้นชื่อที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ “Kamome no Tamago”
ขนมนี้เป็นขนมผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 1962 โดยร้าน Saito Seika เป็นขนมรูปไข่นกนางนวล ไส้ถั่วขาวหุ้มด้วยไวท์ช็อกโกแลตเคลือบ มีรสหวานและเหมาะกับการซื้อกลับบ้านเป็นของฝากมาก
ครั้งนี้เราก็ไม่พลาดที่จะซื้อไปฝากเพื่อนๆ เหมือนกัน

กิจกรรมปิดท้ายของวัน เรามาที่ Sanriku Active อดีตโรงเรียนประถมที่ถูกปรับเป็นที่พัก และยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
มื้อเย็นวันนี้เราใช้บริการ Open Kitchen ที่ให้กลุ่มแม่บ้านในพื้นที่มาสอนทำอาหารพื้นเมืองให้ พวกเราช่วยกันลงมือทำหมดเลย ทั้งซุป หมึกผัดขิง ปลาย่าง และเมนูอื่น ๆ รวมแล้วถึง 6 อย่าง ให้บรรยากาศเป็นกันเอง สนุกมาก และแน่นอนว่าอิ่มสุดๆ เป็นการปิดวันแรกที่ทั้งอร่อยและชวนอบอุ่นมากทีเดียว

วันที่ 2
เมื่อวานกว่าจะถึง Sanriku Active ฟ้าก็มืดไปแล้ว เลยไม่ได้เห็นวิวรอบๆ เท่าไหร่เลย แต่เช้าวันนี้ฟ้าเปิดเลยได้เห็นบรรยากาศรอบๆ ถึงได้รู้ว่าทะเลอยู่ใกล้ และวิวที่เห็นจากที่นี่คือสวยมาก! ภาพนี้คือวิวที่ถ่ายจากห้องอาหารเมื่อคืน

วันนี้เป้าหมายแรกขององเราคือ พิพิธภัณฑ์ดอกคามิลเลียโลก (World Camellia Museum)
ก่อนมาเรายังไม่รู้มาก่อนว่า ดอกสึบากิเป็นดอกไม้ประจำเมืองโอฟุนาโตะ และเมืองนี้มีการปลูกสึบากิมานานจนกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสายพันธุ์หลากหลายที่สุดในภูมิภาค และยังมีการแปรรูปไปในรูปแบบสินค้าต่างๆ ด้วย
สำหรับสวนแห่งนี้รวบรวมสึบากิมากกว่า 600 สายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ดั้งเดิมและพันธุ์พัฒนาใหม่ ทำให้เราได้รู้ว่าดอกสึบากิมีรูปทรง สี และลวดลายต่างกันมากกว่าที่คิด เป็นประสบการณ์ที่ทำให้อยากลองปลูกเองขึ้นมาเลย
และถ้าเดินไปอีกไม่ไกล ใกล้ๆ จะมีพิพิธภัณฑ์เมืองโอฟูนาโตะอยู่ ภายในเราจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองตั้งแต่โบราณการ ครั้งนี้เรามีเจ้าหน้าที่คอยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังระหว่างเดินชม ที่นี่เราได้เรียนรู้หลายๆ เรื่องทั้งพื้นที่ในอดีต และเหตุการณ์สึนามืที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของเมืองโอฟูนาโตะ นับถือชาวเมืองที่นี่มากจริงๆ ที่ไม่ว่าจะเจอภัยพิบัติถีงหลายครั้งก็ยังลุกขึ้นมาพัฒนาเมือง และไม่ทอดทิ้งไปไหน และตลอดการเดินทางนี้เราจะเห็นได้เลยว่าชาวเมืองที่นี่รักในบ้านเกิดมากแค่ไหน

มื้อเที่ยงวันนี้:
ราเมงปลาซัมมะ (Sanma Ramen)

หลังจากนั้นเราก็เดินต่อกันไปที่ ชายฝั่งสึโบฮามะ (Tsubohama Beach) ตามคอร์ส 30 นาที ความรู้สึกตอนที่เดินคือเหมือนทั้งได้เดินป่า และเที่ยวทะเลไปพร้อมกัน สำหรับใครที่ชอบทั้งทะเลและภูเขาน่าจะชอบมากๆ เลย
วันนี้ลมค่อนข้างแรงเราเลยไปล่องเรือชมวิวไม่ได้ แต่ข้อดีคือเราได้เห็นคลื่นทะเลที่ชัดมาก เป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของทะเล และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิวทะเลที่สวยขนาดนี้ แนะนำให้ทุกคนลองมาสัมผัสกับทะเลที่นี่มากๆ

วันที่ 3
วันนี้เราเลยเริ่มต้นจากการเดินไปที่สวนสาธารณะ Sans Andres Park สวนแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชื่อ “San Andrés” ที่ปรากฏในบันทึกของนักสำรวจชาวสเปนในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเคยมาถึงอ่าวโอฟูนาโตะและบันทึกไว้ว่าเป็น “อ่าวที่ปลอดภัยและงดงามราวกับสวรรค์ของนักเดินเรือ”
หลังเหตุการณ์สึนามิ สวนแห่งนี้ถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่ให้เป็นพื้นที่พักผ่อนของชุมชน และกลายเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นอ่าวได้ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง เดินขึ้นไปถึงบนประภาคาร เราจะเห็นทั้งเมืองและทะเลในมุมกว้าง ที่มีชาวเมืองมานั่งตกปลาอยู่ หลังได้รู้ว่าชาวเมืองที่อยู่ที่นี่ฝ่าฟันกับภัยพิบัติและสึนามิมาและผ่านสถานการณ์แบบไหนกันมา การได้เห็นบรรยากาศสงบสุขแบบนี้ก็ชวนรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

หลังกินข้าวเที่ยงที่บริเวณสวนสาธารณะใกล้ๆ ด้วยข้าวกล่องที่เราเตรียมไว้ เราก็เดินทางต่อไปที่ Ohara shell mound ที่อยู่ในบริเวณเขตชุมชม ตกใจมากที่ระหว่างเดิน ถ้าเราค่อยๆ คุ้ยเข้าไปในโพรงหญ้าเราจะเจอทั้งเศษหอย เศษกระเบื้องที่เป็นหลักฐานของซากอารยธรรมตั้งแต่อดีต ได้แบบง่ายๆ เลย

หลังจากนั้น เราก็ได้รับการยืนยันว่าสามารถขึ้นไปยัง ซากเหมืองทองคำอิมาเดะยามะ (Imadeyama) ได้ แม้ช่วงนี้จะมีรายงานเรื่องหมีอยู่บ้าง แต่ตลอดเส้นทางมีเจ้าหน้าที่ถืออุปกรณ์ป้องกันเดินไปพร้อมกัน ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
ทันทีที่เริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางบนภูเขา บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเมืองริมทะเลกลายเป็นป่าเงียบสงบ และเนื่องจากหลายวันมานี้ฝนตกมาตลอด ทางเดินสำหรับขึ้นภูเขาเลยกลายเป็นลำธารสายเล็กไหลลงมาตลอดทั้งเส้นทาง ที่วันปกติจะไม่ได้เจอ แม้จะเป็นอุปสรรคเล็กน้อย ทำให้ต้องเดินระวังขึ้นกว่าปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มสีสันให้การเดินครั้งนี้ไปอีกแบบ และก็ทำให้การเดินขึ้นไปครั้งนี้สนุกขึ้นมาเหมือนกัน

สำหรับอิมาเดะยามะ ที่นี่เป็นภูเขาที่เคยเป็นเหมืองทองคำสำคัญของภูมิภาคซันริคุ และเป็นหนึ่งในเหมืองที่เล่ากันว่ามีบทบาทในการหล่อเลี้ยง “วัฒนธรรมทองคำ” ของโทโฮคุในอดีต แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงภูเขาและร่องรอยบางส่วน แต่ในช่วงรุ่งเรือง ที่นี่เคยเป็นเมืองเหมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่หลายร้อยคน มีทั้งบ้านพักคนงาน ร้านค้า และ สำนักงานบริหารเหมือง ตั้งอยู่บนภูเขาแห่งนี้
ระหว่างทางเดิน เราจะเห็นป้ายบอกตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างในอดีต เช่น จุดที่เคยเป็นสำนักงาน จุดพักคนงาน หรือพื้นที่ทำงานต่าง ๆ ทุกอย่างในวันนี้เหลือเพียงกำแพงหินที่ถูกปกคลุมด้วยมอส และทางเดินแคบ ๆ ที่ธรรมชาติค่อย ๆ กลืนคืนไป
แต่ถ้าอ่านจากป้ายตลอดทางก็พอทำให้จินตนาการออกว่า ครั้งหนึ่งภูเขาเงียบ ๆ แห่งนี้เคยคึกคักขนาดไหน
จากการเดินทางนี้ทำให้เราเข้าใจความหมายของ “มิจิโนกุ GOLD โรมัน – เส้นทางแห่งทอง” ขึ้นมาจริงๆ เพราะทองคำของมิจิโนกุ ไม่ได้หมายถึงการขุดขึ้นมาใช้ในปัจจุบัน แต่เป็น “ความฝัน ความหวัง และเรื่องราว” ที่ผู้คนในอดีตฝากไว้บนภูเขา ทะเล และผืนดินของภูมิภาคนี้ การได้เดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบ ในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของความฝันในอดีต ทำให้อิมาเดะยามะไม่ใช่แค่ภูเขา แต่เป็นบทหนึ่งของเส้นทางแห่งทองที่ยังคงเล่าเรื่องอยู่เงียบ ๆ จนถึงวันนี้

หลังลงจากภูเขาเราก็ลงไปซื้อซอฟท์ครีมรสลูกพลับของขึ้นชื่อของที่นี่ แล้วไปต่อกันที่สถานีซันริคุ (Sanriku Station) เพื่อนั่งรถไฟซันริคุ (Sanriku Railway) ไปยังสถานีซาการิ (Sakari Station) เป้าหมายถัดไปของเราระหว่างทางที่นั่งเราจะได้เข้าอุโมงค์ป่าไม้ เมือง และได้เห็นวิวทะเลซันริคุได้ตลอดทั้งเส้นทาง

หลังลงที่สถานี เราก็เดินเล่นอยู่บริเวณรอบๆ ใน ส่วนเป้าหมายหลังของเราคือร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังที่ซ่อนตังอยู่ที่นี่ ดังถึงขั้นที่ว่าเคยออกในรายการทีวีของญี่ปุ่นด้วย ที่นี่มีเนื้อและประเภทของเบอร์เกอร์อยู่เยอะเลย เราก็มีโอกาสได้ชิมหลายๆ เมนูของเขา ถือว่าเป็นร้านที่ทำมาได้อร่อยเลย

ถัดจากของคาวก็ของหวานที่พวกเราเผื่อท้องไว้เพื่อปิดท้ายทริปนี้ นั่นก็คือ “เครป” พวกเราต่อคิวกว่าจะได้กินจนฟ้ามืดเลย ถึงเมืองจะดูคนน้อย แต่พอเป็นของหวานแล้วก็ดึงดูดคนได้จริงๆ เครปที่เราเลือกครั้งนี้คือหน้าซันริคุ ที่มิกซ์ซอสสตอร์เบอร์รี่และบลูเบอร์รี่ และตบท้ายช็อกโกแลตรูปนกนางนวลหางดำที่เป็นตัวแทนของเมืองโอฟูนาโตะ ที่น่ารักและอร่อยมาก!
ทริป 3 วันนี้ทำให้เราได้เห็นว่า “ทองคำ” ของโอฟูนาโตะไม่ได้อยู่แค่ในภูเขาหรือประวัติศาสตร์ แต่ซ่อนอยู่ในผู้คน เมือง และธรรมชาติ แม้เมืองนี้อาจจะเงียบและเรียบง่าย แต่กลับมีเสน่ห์จนเรารู้สึกว่าอยากกลับมาอีกครั้้งเลย
ถ้าใครกำลังมองหาสถานที่ที่ให้ทั้งความสงบ อาหารดี วิวสวย และเรื่องราวที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้นได้ เราอยากชวนให้ลองมาโอฟูนาโตะสักครั้ง บางทีคุณอาจได้เจอ “ทองคำ” แบบที่เราพบในทริปนี้ก็ได้
Locationเมืองโอฟุนาโตะ